BREAKING NEWS

โอเค(ที่)เบตง "เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน" วันที่1

"เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน" 
คำขวัญประจำอำเภอเบตงที่ชวนให้เราอยากไปสัมผัสเบตงสักครั้งในชีวิต

ทริปนี้ของเราเริ่มต้นที่จังหวัดยะลา จากอำเภอเมืองยะลาไปอำเภอเบตงใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงค่ะ  ทริปนี้เราไปกัน 6 คน เดินทางด้วยวิธีการขับรถไปค่ะ ถ้าจะเดินทางด้วยวิธีนี้คนขับต้องเป็นคนที่ขับรถแข็งจริงๆ เพราะทางชันและคดเคี้ยวมากตลอดเส้นทาง ที่สำคัญคือ ต้องเช็ครถให้ดีและละเอียดเลยนะคะ เพราะข้างทางนี่เป็นเหวลึกเลยที่เดียว

ทริปนี้เริ่มต้นด้วยการไปเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนเลยค่ะ เพราะเราต้องขับรถผ่านเขาตลอดและไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะมีปั๊มน้ำมันอยู่ตรงไหนบ้าง รถเลยต้องพร้อมมากๆ เราเริ่มออกเดินทางจากอำเภอเมืองยะลา  ตอน 9 โมงกว่าๆ ขับรถออกนอกตัวเมืองยะลา ไปทางสี่แยกมลายูบางกอกค่ะ ตลอดข้างทางก็จะเป็นป่าแล้วก็บ้านคนสลับกัน ระหว่างทางก็ผ่านที่ว่าการอำเภอเมืองบันนังสตา  ที่ว่าการอำเภอธารโต เราก็ขับตรงไปเรื่อยๆ ตามทางค่ะ

เราก็ขับรถกันมาเรื่อยๆ จนถึงสามแยกฆอแย ตรงนี้เราเลี้ยวขวา(ทางบน คดเคี้ยวน้อยกว่า แต่ชันมาก) แต่ถ้าใครจะตรงไป(ทางล่าง คดเคี้ยวมากกว่า แต่ไม่ค่อยชันเท่าไหร่)ก็ได้ เพราะสามารถไปได้ทั้งสองทาง แล้วจะเป็นบรรจบกันที่สามแยก กม.27

ที่เราตัดสินใจเลี้ยวขวา(ทางบน)ตรงแยกฆอแย เพราะว่าขากลับเราจะกลับอีกทาง(ทางล่าง) ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ได้มาบ่อยๆ เพราะฉะนั้นจะไปให้มันครบทั้งสองทางเลย ฮ่าๆๆ.. ทิศทัศน์ของเส้นทางบนจะเป็นทิวเขาสลับกับหมู่บ้านเรื่อย ๆ ตรงนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป มัวแต่ลุ้นเพราะทางชันมาก แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะหลงเพราะมีป้ายบอกทางตลอด



พอมาถึงบ้าน ก.ม.4 ก็จะพบป้ายบอกทางให้เลี้ยวขวาเขาไปบ่อน้ำร้อนเบตง (ยังไม่ถึงตัวเมืองเบตง) เราก็ใจชื้นขึ้นมาเลยค่ะ อีกนิดเดียวก็เจอที่เที่ยวที่แรกตามแพลนของเราแล้ว

และแล้วเราก็มาถึงบ่อน้ำร้อนเบตง ตอน 11.50 น. ค่ะ บ่อน้ำร้อนเบตงเป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่ค่ะ แว๊บแรกที่เห็นก็รู้สึกว่าบ่อน้ำร้อนที่นี่ใหญ่มาก ขนาดตอนนี้เกือบจะเที่ยงแล้วก็ยังมีคนมาแช่น้ำกันอยู่เลยค่ะ บริเวณบ่อน้ำร้อนเราสามารถต้มไข่ได้นะคะ เราก็ไปซื้อไข่มาจากร้านข้างๆ บ่อน้ำร้อน แล้วก็ต้มในบริเวณที่เขาอนุญาตค่ะ ประมาณ 7 นาทีเป็นอันเรียบร้อย แล้วเอาขึ้นมาทานกัน



ระหว่างเดินไปเดินมากันก็เที่ยงพอดีค่ะ เราก็หาอะไรง่ายๆ ทานใกล้ๆ กับบ่อน้ำร้อน สั่งมาหลายอย่างมากทั้งข้าวมันไก่ ไก่ย่าง(เนื้อนุ่มมาก) ข้าวผัดคนละจาน แกงอีก2-3 อย่าง (มาเป็นหม้อเลยค่ะ) แคบหมู ข้าวเกรียบ แล้วก็น้ำมะพร้าวค่ะ

ท้องอิ่มแล้วก็ได้เวลาเดินทางไปเที่ยวกันต่อ ตอนนี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะไปสวนหมื่นบุปผา หรือ อุโมงค์ปิยะมิตรก่อนค่ะ เพราะมันทางมันเชื่อมกันอยู่ค่ะ ตอนนั้นเราตัดสินใจไปอุโมงค์ปิยะมิตรก่อน  เส้นทางที่ไปก็เป็นทางที่ชันเอาๆมาก มันชันมากกว่าตอนที่มายังไม่ถึงบ่อน้ำร้อนเสียอีกค่ะ ทางโค้งก็เยอะมากเหมือนกัน  เอาเป็นว่าคนที่จะขับได้นี่ต้องแกร่งจริงๆ (ขอเตือนว่าห้ามประมาทเลยนะคะ) อ่านแล้วอาจจะดูเหมือนเรากังวลเว่อร์เรื่องการขับรถ เราแค่ไม่อยากให้ประมาทเท่านั้นแหละค่ะ


ก่อนถึงอุโมงค์ปิยะมิตร เราจะเจอประตูทางเข้าหมู่บ้านใหญ่ๆ แบบนี้กันก่อนค่ะ เป็นจุดเริ่มต้นของความชันของถนนทางไปอุโมงค์ปิยะมิตรค่ะ



พอมาถึงอุโมงค์ปิยะมิตร หาที่จอดรถเสร็จสรรพ ก็เดินขึ้นไปทางประตูทางเข้าประมาณ 20 เมตร ก็เจอที่ขายบัตรชมอุโมงค์  ราคา 30 บาทค่ะ แต่ก่อนจะเข้าไปเราก็หาซื้อน้ำขวดเล็กพกติดตัวไปด้วยค่ะ ทางเข้าก็อยู่ถัดจากตรงที่ขายบัตรไปนิดเดียว



การเข้าชมอุโมงค์ปิยะมิตรเราต้องเดินขึ้นไปบนเขาค่ะ ทางขึ้นจะเป็นทางสบายๆ มีหลังคาป้องกันแสงแดด และมีที่พักให้นั่งพักเป็นระยะๆ เมื่อขึ้นมาถึงเราก็ยื่นบัตรเข้าชมให้กับเจ้าหน้าที่ แล้วก็สามารถเดินไปชมพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ด้านข้างได้ ส่วนภายในอุโมงค์เราสามารถเดินชมได้ด้วยตัวเอง โดยไม่มีเจ้าหน้าที่นำทางค่ะ ภายในอุโมงค์มีหลายทางออกค่ะ เราสามารถเลือกได้จะมีเจ้าหน้าที่แนะนำอยู่ที่ประตูทางเข้า วันนั้นเราก็เดินมันทุกทางเลยค่ะ เดินเข้าตรงโน้นออกตรงนี้ ไม่รู้จะได้มาอีกเมื่อไหร่ต้องเดินให้ครบ ข้างในก็มีไฟสว่างตลอดทาง แต่ถ้าเดินไปนานๆ อาจจะอึดอัดบ้างเพราะข้างในอากาศน้อยค่ะ



ขากลับจากอุโมงค์เดินลงไปที่รถ เราก็ได้เดินชมป่าไปด้วยค่ะ  เพราะทางลงอีกทางของอุโมงค์ปิยะมิตรเป็นทางธรรมชาติ มีต้นไม่ต้นใหญ่ๆ เยอะมาก แล้วระหว่างทางที่เดินก็ได้ยินเสียงนก เสียงแมลงตลอดทางเลยค่ะ พอมาถึงด้านล่างเราก็ไปนั่งพักกันที่ร้านขายของที่ระลึกนานพอสมควร เพราะหมดแรงจากการเดินขึ้นเขาไป หลังจากนั้นก็เริ่มเดินทางต่อค่ะ


ที่ที่เราจะไปเที่ยวต่อ คือ สวนหมื่นบุปผา หรือสวนไม้ดอกเมืองหนาวของเบตงค่ะ  แต่ระหว่างทางไปนี่สิ ทำเอาตัวเกร็ง ลุ้นจนเหนื่อย  เพราะทางมันคดเคี้ยวและชันมาก




เรามาถึงสวนไม้ดอกเมืองหนาว ตอน 15.10 น. ค่ะ ลงจากรถปุ๊ปความรู้สึก คือ อากาศสบายมาก ลมที่พัดมาก็เป็นลมเย็นๆ ทั้งๆ ที่เป็นหน้าร้อน มองไปไกลเห็นดอกไม้หลากสีเต็มไปหมด สวยถูกใจมากเลยค่ะ ส่วนราคาบัตรเข้าชมที่นี่ก็ 20 บาท ต่อคน หรือใครที่อยากพักที่นี่เขาก็มีห้องพักไว้บริการด้วยนะคะ
หลังจากนั้นก็เดินชมได้ตามสบาย เราใช้เวลาอยู่ที่นี่เป็นชั่วโมงเลยทีเดียว  มีร้านข้าว ร้านกาแฟให้นั่งพักชมวิวแบบชิลๆ อีกต่างหาก ประทับใจมาก






หลังจากที่เราออกจากสวนหมื่นบุปผาแล้วก็ตรงไปที่โรงแรม Betong Highland Hotel (ดูรีวิวโรงแรม คลิ๊กเลยค่ะ) โรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่อยู่ในการดูแลของวิทยาลัยการอาชีพเบตงค่ะ ที่ตั้งก็อยู่ภายในวิทยาลัยการอาชีพเบตง ทางไปด่านศุลกากรเบตงค่ะ  ออกไปทางนอกเมืองมากเลยค่ะ  บรรยากาศดี แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวนะคะ  ราคา 590 บาทต่อคืน




หลังจากเก็บของอะไรเรียบร้อยเราก็เที่ยวกันต่อ แต่ด้วยความที่เย็นแล้วเราเลยขับรถเล่นในตัวเมืองเบตงแล้วก็ลงไปเดินเล่นบางทีค่ะ  เริ่มจากที่แรกเลย  คือ ที่อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  สนามกีฬากลางหุบเขา แล้วก็สวนสุดสยามค่ะ





ขับรถวนไปวนมาชมเมืองไปเรื่อยๆ  พอใกล้ค่ำเราก็ไปทานข้าวกันค่ะ ตอนแรกถามแผน คือ จะไปทานที่ร้านต้าเหยินกัน เพราะอ่านรีวิวไปเยอะว่าดังและอร่อย แต่คนเยอะมาก คนเป็นล้าน  สุดท้ายต้องเปลี่ยนแผนไปทางที่ร้านใกล้ๆ กัน ชื่อร้านจงซิน อยู่ติดกับโรงแรมศรีเบตง คนเยอะเหมือนกัน อาหารก็อร่อยค่ะ ทำอาหารเร็วดี  ทานเสร็จก็ขับรถไปวนดูอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์อีกสักรอบ  เพราะเขาว่ากันว่าอุโมงค์นี้ตอนกลางคืนสวยมากๆ ซึ่งมันก็สวยจริงๆ เราว่ามันดูสวยและดูมีชีวิตชีวากว่าตอนกลางวันซะอีก




หลังจากนั้นเราก็กลับที่พัก ด้วยความที่เดินทางทั้งวันทำให้เหนื่อยๆ ก็รีบอาบน้ำนอน แต่ตอนที่กำลังจะปิดม่านหลังห้องก็เห็นวิวที่หลังห้องพักสวยมาก  เป็นภาพถนนกำลังเปิดไฟตลอดสาย เพราะเป็นทางขึ้นเขาทำให้ต้องมีแสงสว่างตลอดเวลา หลังจากนั้นเราก็เข้านอนเก็บแรงไว้เที่ยวพรุ่งนี้ต่อ

หลังห้องพักตอนกลางวัน

หลังห้องพักตอนกลางคืน

โอเค(ที่)เบตง "เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน"  วันที่2 (คลิ๊กที่นี่เลยค่ะ)
โอเค(ที่)เบตง "เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน" วันที่1 โอเค(ที่)เบตง "เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน"  วันที่1 Reviewed by I AM GIE on เมษายน 14, 2558 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น: