BREAKING NEWS

ไปสอบ CU TEP กันนนนน!!

ก่อนอื่นขอบอกว่าไม่ได้เป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษอะไรเลยค่ะ แต่ว่ามีความจำเป็นต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษเพื่อสมัครงาน หน่วยงานก็ใจดีมีให้เลือกว่าจะเอาคะแนน CU TEP, IELTS, TOELF ฯลฯ สุดท้ายเลยเลือกสอบ CU TEP เหตุผลเพราะมันถูกที่สุดในบรรดาที่พูดมา ฮ่าๆๆๆๆ แม้จะราคาถูกกว่าเจ้าอื่นๆ แต่ข้อสอบนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ทำเอาสลบเหมือดไปหลายรอบเลยทีเดียว


ส่วนตัวลองสอบมาแล้วทั้ง 2 แบบ ทั้งแบบกระดาษและคอมพิวเตอร์ (E-Testing) วันนี้เราจะมาพูดถึงความรู้สึกของตัวเองในการเข้าสอบทั้ง 2 แบบ ส่วนเรื่องแนวข้อสอบมีคนรีวิวไว้เยอะแล้ว อีกอย่างคือ ไม่เก่งภาษาอังกฤษค่ะ เลยมิบังอาจแนะนำข้อสอบ อย่างที่บอกมีคนรีวิวไว้แล้ว และเป็นเคล็ดลับดีๆ ทั้งนั้นเลย สามารถหาได้ใน Google, Youtube มันช่วยได้เยอะจริงๆ ค่ะ 

วิธีการลงทะเบียนและขั้นตอนการสมัครสอบ

เปิดไปที่นี่เลยค่ะ ศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเว็บไซต์นี้มีวิธีการสมัครที่ละเอียดมากอยู่แล้วค่ะ มีคำแนะนำและตัวอย่างที่ชัดเจนให้เราดูว่าต้องทำอย่างไรบ้าง 

สิ่งที่เหมือนกันของการสอบแบบกระดาษและคอมพิวเตอร์ (E-Testing)
  1. การฟัง ฟังได้แค่ 1 รอบ สำหรับเราเสียงผู้หญิงฟังง่ายกว่าผู้ชายค่ะ แต่เลือกไม่ได้เนอะ เพราะเขาให้เราฟังทั้ง 2 แบบ
  2. การเข้าห้องน้ำต้องอยู่ในช่วงระยะเวลารอยต่อการทำข้อสอบชุดถัดไป
  3. การสอบโดยกระดาษและคอมพิวเตอร์ (E-testing) ถ้าสอบรอบเดียวกัน เวลาเดียวกัน ข้อสอบน่าจะเหมือนกัน (อันนี้ถามจากเพื่อนที่ไปสอบพร้อมกัน เพื่อนสอบกระดาษ เราสอบ E-testing นั่งคุยกันแล้วข้อสอบน่าจะเหมือนกันค่ะ)
  4. อันนี้ประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ คือ ถ้ารอบของการสอบคอมพิวเตอร์ (E-testing) ใกล้กัน เราไม่สามารถสมัครทั้ง 2 วันได้ ตัวอย่างเช่น รอบวันที่ 19 พ.ค. 61 และ 20 พ.ค. 61 แบบนี้ ต้องเลือกวันใดวันหนึ่ง (ไม่แน่ใจนะคะ บางคนอาจสมัครได้ แต่เราลอง2-3ครั้ง มันสมัครไม่ได้ค่ะ) 
  5. ถ้ารอบของการสอบกระดาษและคอมพิวเตอร์ (E-testing) วันเดียวกัน (ง่ายๆ คือวันชนกัน) เราสามารถสมัครได้ทั้งแบบกระดาษและ E-testing ได้ แต่ต้องเลือกไปสอบอย่างใดอย่างหนึ่ง เหตุผลง่ายๆ คือ เวลามันตรงกันค่ะ
  6. ไม่ว่าคุณจะสอบแบบไหน ความเคร่งครัดของกฎระเบียบเท่ากันค่ะ
  7. ห้ามนำเครื่องเขียนเข้าห้องสอบ
  8. สามารถดูคะแนน/ประวัติการสอบและปริ้นคะแนนจากเว็บไซต์ได้เลย แต่จะได้เฉพาะตัวสำเนา ถ้าต้องการเอกสารคะแนนฉบับจริงต้องไปขอที่ศูนย์ทดสอบทางวิขาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารจามจุรี 8 ชั้น 3 เคยถามเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่าสามารถส่งคำร้องมาขอผลคะแนนทางไปรษณีย์ได้ค่ะ 
  9. ห้ามลืมบัตรประชาชนเด็ดขาด
  10. ห้ามเอาอุปกรณ์และกระดาษทุกอย่างออกจากห้องสอบเด็ดขาด
สิ่งที่แตกต่างกันของการสอบแบบกระดาษและคอมพิวเตอร์ (E-Testing)
  1. การสอบแบบกระดาษเราสามารถขึ้นตึกสอบและไปรอหน้าห้องได้เลย แต่การสอบแบบคอมพิวเตอร์จะต้องขึ้นตึกตามเวลาที่กำหนด แม้แต่ขอเข้าห้องน้ำยังไม่ได้ ต้องไปเข้าที่โรงอาหารใกล้ๆ แทน
  2. การสอบแบบกระดาษ หลังสอบเสร็จต้องรอผลคะแนน 2 สัปดาห์ แต่การสอบแบบคอมพิวเตอร์ สามารถทราบผลได้ทันที
  3. ราคา การสอบแบบกระดาษ ค่าสมัครสอบ 900 บาท ต่อครั้ง การสอบแบบคอมพิวเตอร์ (E-Testing) ค่าสมัครสอบ 2,500 บาท ต่อครั้ง

ข้อดีและข้อเสียของการสอบแบบกระดาษและคอมพิวเตอร์ (E-Testing)

เริ่มจากแบบแรก คือ การสอบแบบกระดาษ

ข้อดี
  1. ราคาไม่แพง ค่าสมัครสอบ 900 บาท ต่อครั้ง
  2. สามารถขีดเขียนข้อสอบได้ตามใจ ตรงไหนดี ตรงไหนที่คิดว่าสำคัญ ขีดไว้ให้ชัดๆ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดอ่านหนังสือผ่านจอ อันนี้คือ ดีมากจริงๆ เพราะไม่ถนัดอ่านผ่านจอ ถ้าเป็นกระดาษตรงไหนที่คิดว่าสำคัญก็ขีดไว้ ถ้าทำไม่ได้แล้วไปทำข้ออื่นก่อน ที่ขีดไว้ก็ไม่หายไปไหน แต่คอมพิวเตอร์ทำไม่ได้ อ่านผ่านแล้วผ่านเลย
  3. คุณจะสบายใจ เพราะเพื่อนร่วมชะตาเยอะมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กๆ มัธยม

ข้อเสีย
  1. รู้ผลช้า ประมาณ 2 สัปดาห์ จริงๆ มองว่าคนที่ไม่ได้รีบจะใช้คะแนน สอบแบบนี้ก็ดีนะคะ
  2. ในห้องสอบหนึ่งห้องมีผู้เข้าสอบหลายคน แน่นอนว่าจะได้ยินเสียงพลิกกระดาษซ้ายขวาตลอดเวลา ถ้าใครที่ไม่ชอบเสียงดังตอนทำข้อสอบละก็ มันทำให้คุณเสียสมาธิได้ง่ายๆ
  3. ด้วยความที่จำนวนคนสอบมีเป็นร้อยเป็นพันต่อรอบ เลยมีกองอำนวยการที่จะคอยประกาศเรื่องต่างๆ ลองนึกว่าทำข้อสอบอยู่แล้วมีประกาศดัง โอ๊ยยย สมาธิหายไปแล้วววว
  4. ต้องไปดูห้องสอบ สถานที่สอบ ทุกครั้งที่สมัครสอบ เพราะสถานที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความเหมาะสม
  5. อันนี้ไม่เกี่ยวกับการสอบ แต่รถติดหนักมากค่ะ เพราะเด็กมาสอบกันเยอะ ทั้งรถประจำทาง รถผู้ปกครอง รถที่เด็กขับกันมาเอง โอ๊ยยย เยอะแยะละลานตา ขนาดเรานั่ง MRT ไปทุกครั้งที่สอบนะ คนอย่างเยอะ จุดหมายก็ลงสถานีสามย่านกันทั้งน้านนนนน
แบบที่สอง คือ การสอบแบบคอมพิวเตอร์  (E-Testing)

ข้อดี
  1. รู้ผลเร็วทันใจ สอบเสร็จปุ๊ป รู้ผลปั๊ป 
  2. มีหูฟังส่วนตัว 
  3. ไม่มีเสียงพลิกกระดาษของเพื่อนร่วมสอบ แต่ไม่ใช่ว่าการสอบด้วยคอมพิวเตอร์จะไม่มีเสียงรบกวนนะคะ ก็มีเหมือนกันแต่เป็นเสียงคลิ๊กเม้าส์แทน แต่มีวิธีแก้ คือ ให้ใส่หูฟังตลอดเวลาสามารถช่วยลดเสียงดังได้ค่ะ
  4. มีเวลาบอกที่หน้าจอตลอด พอใกล้หมดเวลา เวลาก็จะกระพริบตลอดให้เรารู้ตัว
  5. มีเจ้าหน้าที่หลายท่าน (จำนวนเท่าไหร่จำไม่ได้ แต่มากกว่า 3 แน่ๆ) แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ยุ่งหรือมายืนดูเพื่อจับผิดนะคะ แต่ถ้าเรามีปัญหาแล้วยกมือ เขาจะรีบเข้ามาช่วยเหลือทันที
  6. ถ้าสมัครสอบแล้ว ไม่ต้องไปดูห้องสอบค่ะ เพราะตลอดห้องเดิม อาคารเดิมตลอด วันสอบก็มาดูเลขที่นั่งตรงประตูทางเข้าได้เลย

ข้อเสีย
  1. ราคาแพง ค่าสมัครสอบ 2,500 บาท ต่อครั้ง
  2. คนที่ไม่ถนัดการอ่านผ่านคอมพิวเตอร์จะมีความลำบากในการสอบมาก 
  3. ไม่สามารถขีดเขียนในข้อสอบได้ แต่มีกระดาษให้ทดได้ค่ะ
  4. ข้อสอบฟัง กดไม่ทัน โจทย์ก็เปลี่ยนไปซะแล้ว เราเลยใช้วิธีจดคำตอบในกระดาษก่อน แล้วค่อยมาตอบทีเดียว เพราะตอบย้อนหลังได้ (แต่กลับไปอ่านตัวเลือกไม่ได้) แต่ต้องระวังอย่าจดสลับข้อนะคะ 
  5. ที่นั่งน้อยมาก คือ รับแค่รอบละ 40 คนมั่ง
  6. เปิดสมัครสอบวันไหน ต้องนั่งจ้องคอมตั้งแต่ 00.00 น. เพราะเคยเจอประสบการณ์ คนสมัครสอบเต็มที่รอบ/ทุกที่นั่ง ตั้งแต่ 00.02 น. จริงงงงงง ไม่ได้โม้แต่อย่างใด!!! TT วันนั้นเฟลทั้งวัน เพราะเราตั้งใจไปสอบมาก ตั๋วเครื่องบินก็จองเรียบร้อย แต่โชคดีที่ยังไม่ทันได้จ่ายตังค์ เฮ้ออออ!! แล้วนี่แหละ คือ เคล็ดลับการสมัคร E-Testing ทันทุกรอบ ฮ่าๆๆ
คนที่สมัครสอบแบบคอมพิวเตอร์ (E-Testing) ต้องไปสอบที่ ศูนย์ทดสอบทางวิขาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารจามจุรี 8 ชั้น 4 คนที่ไม่รู้จักให้ย้อนขึ้นไปดูรูปด้านบนนะคะ ตึกในรูปนี้แหละ จะมีป้ายว่า "หอศิลป์จามจุรี" อยู่ กรณีของเราที่นั่ง MRT ไปสอบทุกครั้ง ก็คือ ลงที่สถานีสามย่าน แล้วให้ขึ้นบันไดฝั่งวัดหัวลำโพง (ไม่ใช่ "จามจุรีสแควร์" นะคะ) มันเป็นฝั่งตรงข้ามกับจุฬาฯ พอออกจากสถานีปุ๊ปก็ยืนริมถนนเลยค่ะ หันซ้ายหันขวาดูรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถ้าไม่มีก็ยืนรอตรงนั้นแหละ เดี๋ยวเขาเห็นเรายืนรออยู่ เขาจะมาเอง บอกพี่วินเขาว่า "ไป อาคารจามจุรี 8 / จาม 8 / หอศิลป์จามจุรี" (แล้วแต่จะเลือกบอกนะ) แต่ๆๆๆๆ พี่วินบางท่านก็ไม่รู้จักนะคะ ให้เน้นไปว่า อาคารอยู่ซ้ายมือ เลยเตรียมอุดมไปนิดหน่อย ตรงข้ามอุเทนถวาย แล้วตัวเองก็อย่าลืมสังเกตป้าย "หอศิลป์จามจุรี" นะคะ ป้ายจะอยู่ในรั้ว ไม่ได้อยู่ริมถนนค่ะ

กรณีที่ยังไม่มันใจเรื่องการสอบ แต่ยังไม่อยากเสียเงินเยอะๆ ไปกับการติว แนะนำว่าให้ไปสอบแบบกระดาษดูสักครั้ง เพื่อดูข้อสอบ แล้วหลังจากคะแนนออกมาแล้ว อาจจะพอมองภาพออกว่าควรจะพัฒนาตรงจุดไหน หรือเปิด google เลยค่ะ มีบล็อกเกอร์และสถาบันต่างๆ ที่ให้คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับกับสอบ CU TEP ไว้เยอะมากๆ

สุดท้ายนี้ หลายคนอายมากเวลาที่ใครๆ ถามว่าสอบกี่ครั้งถึงได้คะแนนเท่านี้ เชิดหน้าไว้ค่ะ อย่าอาย ตัวเราเองสอบ CU TEP เป็น 10 ครั้งยังไม่ได้คะแนนตามที่ต้องการเลย เอาเป็นว่าไปจนยามที่อาคารจามจุรี 8 จำหน้าเรากับเพื่อนได้ เพราะไปมันทุกรอบที่เปิดสอบ ฮ่าๆๆๆๆ แต่ก็ไม่คิดมากค่ะ เพราะเป้าหมายของเรามีอย่างเดียว คือ สอบให้ผ่าน เราต้องสู้กับตัวเองค่ะ ไม่ต้องแคร์คำพูดของคนอื่นที่คอยถากถางเรามาก ฟังได้แต่ให้เก็บคำพูดเหล่านั้นมาเป็นแรงฮึดไว้สอบรอบต่อไปดีกว่านะคะ
ไปสอบ CU TEP กันนนนน!! ไปสอบ CU TEP กันนนนน!! Reviewed by I AM GIE on กรกฎาคม 08, 2561 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น: